กัมพูชาตอบรับโครงการการลงทุนใหม่มูลค่ารวมกว่า 106 ล้านดอลลาร์

เม็ดเงินลงทุนหลั่งไหลเข้ามาในกัมพูชาหลังจากที่สภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา (CDC) อนุมัติโครงการใหม่ 6 โครงการ มูลค่าประมาณ 106 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะสร้างการจ้างงานภายในประเทศมากกว่า 1,500 ตำแหน่ง โดยคณะกรรมการการลงทุนแห่งกัมพูชาของ CDC ตัดสินใจที่จะออกใบรับรองการจดทะเบียนขั้นสุดท้ายให้กับบริษัทที่ดำเนินกิจการในหลากหลายสาขา รวมถึงเทคโนโลยีชีวภาพ อิเล็กทรอนิกส์ และการก่อสร้าง เริ่มด้วย 1. Hunan Yuankang Biological Technology Co Ltd. ซึ่งจะจัดตั้งโรงงานแปรรูปอาหาร เงินลงทุนประมาณ 2.9 ล้านดอลลาร์ 2. Ocean Treasure Dyeing and Printing Co Ltd. จะจัดตั้งโรงงานซักผ้า ย้อมสีและการพิมพ์ เงินลงทุนประมาณ 3.1 ล้านเหรียญสหรัฐ 3. Lesso (Cambodia) Trading Co Ltd. โดยมีแผนที่จะจัดตั้งโรงงานผลิตท่อพีวีซีและอุปกรณ์ท่อพีวีซี เงินลงทุน 9.4 ล้านดอลลาร์ 4. Santelys Pharmaceutical Co Ltd. จะจัดตั้งโรงงานผลิตยา ด้วยเงินลงทุน 12.5 ล้านดอลลาร์ 5. Kuantech (Cambodia) International Co Ltd. จะจัดตั้งโรงงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องฟอกอากาศ มูลค่าการลงทุนประมาณ 29.7 ล้านดอลลาร์ และสุดท้าย 5. Jin Bei Palace Co Ltd. ร่วมทุนสร้างโรงแรมระดับ 5 ดาว ด้วยเงินลงทุนประมาณ 48.7 ล้าน

ที่มา : https://www.khmertimeskh.com/50852107/kingdom-to-gain-106-million-in-investment-more-than-1500-jobs/

การลงทุนในประเทศและต่างประเทศของเมืองพะโค ยังคงดำเนินปกติ

การลงทุนในและต่างประเทศส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตเขตอุตสาหกรรมและภาคการผลิตอาหารในเขตพะโค ปัจจุบันการลงทุนจากต่างประเทศ 135 แห่งมูลค่า 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐและการลงทุนของชาวท้องถิ่น 40 แห่ง มูลค่ารวม 977 พันล้านจัต ซึ่ง 80% ของการลงทุนอยู่ใกล้เขตเมืองพะโค ปัจจุบันมีคนงานในโรงงานของเขตอุตสาหกรรม Nyaung Inn ประมาณ 55,000 คน เมืองพะโคซึ่งเป็นเมืองการค้าที่สำคัญของเมียนมาอยู่ห่างจากย่างกุ้งประมาณ 50 ไมล์เป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญ นอกจากนี้ยังตั้งอยู่บนระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก อีกทั้งยังเป็นแหล่งผลิตข้าวที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศมีศักยภาพที่น่าลงทุนในภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์เนื่องจากมีบ่อตกปลาและทุ่งนามากมาย ดังนั้นจึงสามารถสร้างโอกาสในการทำงานให้กับประชาชนภายในประเทศ

ที่มี: https://www.gnlm.com.mm/local-foreign-investment-operating-as-usual-in-bago/#article-title

เวียดนามดึงดูดเม็ดเงิน FDI พุ่ง 18.5% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

สำนักงานการลงทุนต่างประเทศ (FIA) ภายใต้กระทรวงการวางแผนและการลงทุนของเวียดนาม ระบุว่านักลงทุนต่างชาติหอบเงินลงทุนไปยัง 17 ภาคอุตสาหกรรม โดยอุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูปยังคงเป็นแหล่งดึงดูดเม็ดเงินทุนรวม ประมาณ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 49.6% ของยอดเงินทุนรวม รองลงมาการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า อสังหาริมทรัพย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามลำดับ ทั้งนี้ ณ วันที่ 20 มีนาคม มูลค่าเงินทุนจดทะเบียนธุรกิจใหม่และการซื้อหุ้นกิจการจากนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งสิ้น 10.13 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี นอกจากนี้ สิงคโปร์เป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของเวียดนามในช่วงไตรมาสแรก มีมูลค่า 4.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็นสัดส่วน 45.6% ของยอดเงินทุนรวม รองลงมาญี่ปุ่น (20.8%), ญี่ปุ่น (20.8%),เกาหลีใต้ (11.8%), จีน ฮ่องกงและสหรัฐฯ ตามลำดับ

ที่มา : https://en.dangcongsan.vn/economics/total-fdi-capital-rises-18-5-from-same-period-last-year-571882.html

ผู้เชี่ยวชาญประเมินศักยภาพของเวียดนามในการดึงดูดธุรกิจระดับโลก

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าภาคการลงทุนจากต่างประเทศมีส่วนสำคัญต่อการผลักดันทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของเวียดนาม อีกทั้ง เวียดนามคงเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนที่น่าสนใจแก่นักลงทุนต่างชาติ สาเหตุมาจากเม็ดเงินลงทุนโดยตรงตากต่างประเทศจาก 24.1 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2558 ขึ้นมาแตะ 38 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2562 ซึ่งตัวเลขเม็ดเงินทุนในปี 2563 อยู่ที่ 28.53 พันล้านเหรียญสหรัฐ ถึงแม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ทั้งนี้ คุณ Do Nhat Hoang ผู้อำนวยการหน่วยงานการลงทุนจากต่างประเทศ กล่าวว่าการเข้าร่วมข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ทั้งความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP), ความตกลงเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป (EVFTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) นอกจากนั้น ยังได้ย้ำถึงความสำคัญของการดึงดูดโครงการทางด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเอไอ บล็อกเชนและฟินเทค ตลอดจนการฝึกอบรมทรัพยากรมนุษย์

ที่มา : https://vov.vn/en/economy/experts-consider-how-vietnam-can-attract-greater-investment-from-global-firms-845168.vov

“Foxconn” เข้ามาลงทุนในเวียดนาม เพิ่มอีกกว่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐ

“Foxconn” ผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และชิปคอมพิวเตอร์ชั้นนำของโลก มีแผนที่จะลงทุนในเวียดนามเพิ่มอีกกว่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยในปี 2550 ทางบริษัทได้เริ่มเข้ามาลงทุนในเวียดนาม ส่วนใหญ่จะลงทุนในจังหวัดบั๊กนิญ, บั๊กซางและหวิญฟุก ในขณะที่ เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว บริษัท Apple เข้ามาลงทุนในเวียดนามอยู่ที่ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ รายรับรวมของบริษัท Foxconn จากกลุ่มประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แตะถึง 3 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2562 และ 6 พันล้านเหรียญสหรัฐในปีที่แล้ว รวมถึงคาดว่าในปีนี้ จะมีมูลค่าที่ 10 พันล้านเหรียญสหรัฐ และตั้งเป้าเพิ่มพนักงานถึง 10,000 คนในปีนี้ นอกจากนี้ คาดว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทจะทำรายได้เพิ่มขึ้นในเวียดนามกว่า 40 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มา : https://vietnamnews.vn/economy/903909/foxconn-to-invest-700-million-more-in-viet-nam.html

บริษัท จีนต้องการปลูกทุเรียน 4,800 เฮกตาร์ในสปป.ลาว

บริษัท จีนต้องการเช่าที่ดินในเวียงจันทน์จำนวน 3,200 ถึง 4,800 เฮกตาร์เพื่อปลูกทุเรียนและส่งออกไปยังประเทศจีน ซึ่งคาดว่าจะมีการส่งออกทุเรียนจำนวนมากจากสปป.ลาวและเวียดนามใน 3-5 ปีข้างหน้า ทุเรียนได้รับการปลูกในเชิงพาณิชย์ในสปป.ลาวในช่วงสิบปีที่ผ่านมาโดยส่วนใหญ่อยู่บนที่ราบสูงทางตอนใต้ที่เย็นและอุดมสมบูรณ์ซึ่งเหมาะแก่การเพราะปลูกทุเรียนไม่เพียงแค่ด้านผลผลิตที่เติบโต ด้านตลาดก็มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นทั้งผู้บริโภคในประเทศรวมถึงด้านการส่งออกจากปัจจัย ค่าเช่าที่ดินและแรงงานที่ต่ำตลอดจนข้อตกลงการค้าเสรีหลายฉบับยกเว้นภาษีจาก 16 ประเทศ ทำให้การส่งออกทุเรียนของไทยมีแนวโมที่จะเติบโตได้ในอนาคต

ที่มา : https://www.freshplaza.com/article/9301231/chinese-companies-looking-to-grow-4-800-hectares-of-durians-in-laos/

CDC ประกาศโครงการการลงทุนใหม่รวม 16.2 ล้านดอลลาร์ในกัมพูชา

สภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา (CDC) ประกาศว่าได้อนุมัติโครงการใหม่ 4 โครงการมูลค่าเงินลงทุนรวม 16.2 ล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รับการอนุมัติจาก CDC เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้แก่บริษัท Taperite Plastic Co Ltd., Xin Yunfeng (Cambodia) Fashion Co Ltd., Unicorn Footwear Co Ltd. และ Laurence Footwear Co Ltd. โดยโครงการลงทุนครอบคลุมการผลิตผลิตภัณฑ์หลายประเภท เช่น เทปกาว เสื้อผ้า และรองเท้า ซึ่งคาดว่าจะสร้างงานให้กับคนในท้องถิ่นได้ 3,862 ตำแหน่ง ภายในเดือนนี้ CDC ได้อนุมัติโครงการโรงงานผลิตกระเป๋ามูลค่า 2.4 ล้านดอลลาร์ และการลงทุนสิ่งทอ 7.8 ล้านดอลลาร์ คาดว่าจะสร้างงาน 718 และ 843 ตำแหน่ง ตามลำดับ แม้ในขณะที่การระบาดของ Covid-19 ยังคงดำเนินอยู่ก็ตาม โดยปีก่อน CDC อนุมัติโครงการลงทุนทั้งหมด 238 โครงการ มีมูลค่าการลงทุนจดทะเบียนรวมกันถึง 8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างงานเป็นอย่างน้อย 151,000 ตำแหน่งในกัมพูชา

ที่มา : https://www.khmertimeskh.com/50809970/cdc-announces-slate-of-new-investments-totalling-16-2-million/

เวียดนามลุยลงทุนโครงการไฟฟ้าพลังงานน้ำ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) เริ่มก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานน้ำ ด้วยมูลค่า 9.22 ล้านล้านดอง (400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำดาซัง โดยการลงทุนดังกล่าว ประกอบด้วยนักลงทุนราว 30% และอีก 70% มาจากธนาคารพาณิชย์ของรัฐ (Vietcombank) และหน่วยงาน Agence Francaise de Developpement (AFD) อีกทั้ง ผู้รับเหมาในประเทศ ได้แก่ บริษัท Truong Son Construction Corp ภายใต้กระทรวงกลาโหม และบริษัทร่วมทุน Construction Joint Stock Company 47 รายและบริษัทร่วมทุน Lilama 10 จะดำเนินการสร้างโรงงานขยายกำลังการผลิต 480 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าโครงการไฟฟ้าพลังงานน้ำแห่งนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมและความทันสมัยของเวียดนาม นอกจากนี้ ผู้อำนวยการการไฟฟ้าเวียดนาม นาย Tran Dinh Nhan กล่าวว่าโรงงาน Hoa Binh มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ประโยชน์จากแม่น้ำดาซังอย่างเต็มที่และใช้น้ำที่อุดมสมบูรณ์ในฤดูน้ำหลาก เพื่อที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยต่อระบบไฟฟ้าของประเทศ

ที่มา : http://hanoitimes.vn/vietnam-kicks-off-us400-million-hydropower-project-315865.html

รมว.พาณิชย์ถก JFCCT เร่งลดอุปสรรคการค้า-ดึงดูดลงทุนหลังโดนผลกระทบโควิด

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) นำโดยนายสแตนลีย์ คัง ประธาน JFCCT ว่า วันนี้ได้พบปะหารือตัวแทนหลายประเทศในกลุ่มหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย โดยประเด็นที่ 1 คือเรื่อง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่ง JFCCT ต้องการให้ผู้ประกอบธุรกิจต่างด้าวสามารถถือหุ้นได้ 100% ในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้บัญชี 3 บางรายการในช่วง 3 ปีนี้ เพื่อดึงดูดการลงทุนเข้ามาประเทศไทยในช่วงโควิด ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงพาณิชย์รับจะพิจารณาให้ ภายใต้ขั้นตอนกระบวนการตามที่กฎหมายกำหนด เรื่องที่ 2 คือ การเจรจาการค้าเสรี (FTA) กับหลายกลุ่ม ที่มีความชัดเจนอย่างน้อย 5 ประเทศ 5 กลุ่ม คือ FTA ไทย-EU, ไทย-UK, ไทย-EFTA กลุ่มประเทศแถวสวิส นอร์เวย์, ไทย-ยูเรเซีย และอาเซียนกับแคนาดา เรื่องที่ 3 คือ มาตรการฟื้นการท่องเที่ยวที่ภาคเอกชนต่างประเทศ อยากเห็นการกำหนดเงื่อนเวลาที่จะให้กักตัวอย่างชัดเจนและจะมีมาตรการผ่อนคลายเพิ่มขึ้นเมื่อใด ส่วนเรื่องที่ 4 เกี่ยวข้องกับระบบการขนส่งที่ภาคเอกชนต่างประเทศ ต้องการเห็นการขนถ่ายสินค้าที่สะดวกขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับการพบปะกันนั้น จะเปิดโอกาสให้หอการค้าต่างประเทศได้หารือกับกระทรวงพาณิชย์มากขึ้น เพื่อจะได้ติดตามความคืบหน้า และร่วมกันทำงานคลี่คลายปัญหาที่ติดขัด เพื่อช่วยกันฟื้นเศรษฐกิจและเป้าหมายในการเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทยด้วย

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq03/3172940

กนอ.เปิดยุทธศาสตร์5ปีตั้งตัวเป็นหน่วยงานหนุนการลงทุน

5 ต.ค. 2563 นายอัฐพล จิรวัฒน์จรรยา รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยในงานสัมมนาทิศทางและแผนยุทธศาสตร์ กนอ. ประจำปีงบประมาณ 2564 ว่า กนอ.จะเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ กนอ. ระยะ 5 ปี(2564-68) วงเงินลงทุนประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนกนอ.ให้เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนการลงทุนของประเทศให้สอดรับเทคโนโลยี 5 จีเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มที่เป็นเทรนด์ของทั่วโลก ส่งผลให้นิคมอุตสาหกรรมของไทยติดอันดับ 1 ใน 3 ของอาเซียน วงเงินลงทุนของกนอ.ช่วง 5 ปี ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในท่าเรือมาบตาพุดเฟส3 ขณะที่ปีงบประมาณ 2564 อยู่ที่ประมาณ 1,200 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนนิคมฯสมาร์ทปาร์คช่วงเริ่มก่อสร้าง 800 ล้านบาท ลงทุนด้านดิจิทัล 200 ล้านบาท และอื่นๆ 200 ล้านบาทสำหรับความร่วมมือกับผู้พัฒนาเทคโนโลยี 5 จีในนิคมอุตสาหกรรม เบื้องต้นตามยุทธศาสตร์นี้กนอ.จะนำ 5 จีมาพัฒนานิคมฯของกนอ.รวม 5 แห่ง ประกอบด้วย นิคมฯมาบตาพุด นิคมฯแหลมฉบัง นิคมฯบางปู นิคมฯลาดกระบัง นิคมฯภาคเหนือ รองรับการลงทุนอในอุตสาหกรรมเป้าหมาย(เอส-เคิร์ฟ) ขณะที่นิคมฯของภาคเอกชนอยู่ระหว่างการพัฒนาเช่นกัน  

ที่มา : https://www.thaipost.net/main/detail/80656