กนอ.เปิดยุทธศาสตร์5ปีตั้งตัวเป็นหน่วยงานหนุนการลงทุน

5 ต.ค. 2563 นายอัฐพล จิรวัฒน์จรรยา รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยในงานสัมมนาทิศทางและแผนยุทธศาสตร์ กนอ. ประจำปีงบประมาณ 2564 ว่า กนอ.จะเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ กนอ. ระยะ 5 ปี(2564-68) วงเงินลงทุนประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนกนอ.ให้เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนการลงทุนของประเทศให้สอดรับเทคโนโลยี 5 จีเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มที่เป็นเทรนด์ของทั่วโลก ส่งผลให้นิคมอุตสาหกรรมของไทยติดอันดับ 1 ใน 3 ของอาเซียน วงเงินลงทุนของกนอ.ช่วง 5 ปี ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในท่าเรือมาบตาพุดเฟส3 ขณะที่ปีงบประมาณ 2564 อยู่ที่ประมาณ 1,200 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนนิคมฯสมาร์ทปาร์คช่วงเริ่มก่อสร้าง 800 ล้านบาท ลงทุนด้านดิจิทัล 200 ล้านบาท และอื่นๆ 200 ล้านบาทสำหรับความร่วมมือกับผู้พัฒนาเทคโนโลยี 5 จีในนิคมอุตสาหกรรม เบื้องต้นตามยุทธศาสตร์นี้กนอ.จะนำ 5 จีมาพัฒนานิคมฯของกนอ.รวม 5 แห่ง ประกอบด้วย นิคมฯมาบตาพุด นิคมฯแหลมฉบัง นิคมฯบางปู นิคมฯลาดกระบัง นิคมฯภาคเหนือ รองรับการลงทุนอในอุตสาหกรรมเป้าหมาย(เอส-เคิร์ฟ) ขณะที่นิคมฯของภาคเอกชนอยู่ระหว่างการพัฒนาเช่นกัน  

ที่มา : https://www.thaipost.net/main/detail/80656

โพลชี้บริษัทยุโรปสนใจลงทุนในอาเซียนน้อยลง

สภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ABC) เปิดเผยผลสำรวจที่แสดงให้เห็นว่า บริษัทจากยุโรปมีความพึงพอใจลดลงเกี่ยวกับโอกาสทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลสำรวจล่าสุดจาก EU-ABC พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 73% คาดว่าการค้าและการลงทุนในอาเซียนจะเติบโตขึ้นในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งตัวเลขดังกล่าวลดลงจากปี 2562 ที่ผู้ตอบแบบสำรวจถึง 84% คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว นอกจากนี้ 39% ของบริษัทที่ตอบแบบสำรวจ คาดว่าจะมีกำไรเพิ่มขึ้นในปี 2563 ซึ่งลดลงอย่างมากจากผลสำรวจปีที่แล้วที่ 60% ขณะเดียวกัน มีบริษัทเพียง 53% ที่ยกให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มอบโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีที่สุด ซึ่งลดลงจาก 63% ในปี2562 ทั้งนี้ ผลการสำรวจดังกล่าวสอบถามบริษัทในภาคผลิตและภาคบริการ 680 แห่งทั่วอาเซียนในระหว่างเดือนเม.ย.-ก.ค.ที่ผ่านมา

ที่มา : https://www.infoquest.co.th/2020/41207

กทท.เริ่ม“แหลมฉบังเฟส3” ลุย“ถมทะเล”คาดเสร็จใน4ปี

กทท.ลุยแหลมฉบังเฟส 3 เริ่มงานถมทะเล หลังลงนาม “กิจการร่วมค้าซีเอ็นเอ็นซี” ตั้งเป้าแล้วเสร็จใน 4 ปี พร้อมเดินหน้างานอาคาร,สาธารณูปโภค 6.5 พันล้านปีนี้ กทท.ได้ดำเนินการเปิดประกวดราคาจัดหาเอกชนเริ่มงานก่อสร้างโครงการในส่วนที่ กทท.รับผิดชอบ คือ งานก่อสร้างทางทะเล และงานโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยปัจจุบันได้ลงนามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ส่วนที่ 1 งานก่อสร้างทางทะเล และเตรียมส่งมอบพื้นที่เพื่อออกหนังสือให้เริ่มงาน (Notice to Proceed : NTP) สำหรับงานจ้างเหมาก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 (ส่วนที่ 2) งานก่อสร้างอาคาร ท่าเทียบเรือ ระบบถนนและระบบสาธรณูปโภค วงเงิน 6,502 ล้านบาท ขณะนี้ได้ยกเลิกการประกวดราคา หลังจากประกาศไปเมื่อวันที่ 29 พ.ค.2563 เนื่องจาก กทท.ต้องการปรับปริมาณงานและราคา ให้มีความสอดคล้องกับปัจจุบันมากที่สุด ซึ่งคาดว่าจะประกาศประกวดราคาอีกครั้งภายในปีนี้รายงานข่าวยังระบุด้วยว่า ตอนนี้ กทท.ได้เริ่มต้นงานในส่วนที่ภาครัฐรับผิดชอบแล้ว ซึ่งอยู่นอกเหนือกับงานร่วมทุนกับเอกชน ในเรื่องของโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ส่วนของท่าเทียบเรือ F ที่จะร่วมทุนให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการภายในพื้นที่ โดยปัจจุบันคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนฯ ได้สรุปผลและการเจรจาผลประโยชน์ตอบแทนด้านการเงิน (ซองที่ 4) กับกลุ่มกิจการร่วมค้า GPC และเสนอไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อพิจารณาก่อนนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.)

ที่มา:https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/897001?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=eec

ญี่ปุ่นครองแชมป์ปักหลักลงทุนในนครโฮจิมินห์

ตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงปัจจุบัน พบว่ามูลค่าเงินทุนของบริษัทญี่ปุ่นไปยังเมืองโฮจิมินห์ อยู่ที่ราว 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 82.39 ของเงินลงทุนรวมจากต่างชาติในเมืองดังกล่าว ซึ่งสาขาธุรกิจที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติมากที่สุด คือ วิศวกรรมเครื่องกล ด้วยมูลค่า 3.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาอิเล็กทรอนิกส์, บริการ, เคมีภัณฑ์, ยาง, พลาสติก, เครื่องนุ่งห่มและอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งนี้ องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) กล่าวว่าในเดือน มิ.ย. จำนวนผู้ประกอบการญี่ปุ่น 30 ราย ได้ขยายการผลิตไปยังเวียดนาม โดยจากผลสำรวจของบริษัทญี่ปุ่นราว 10,000 แห่ง ชี้ให้เห็นว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 41 มองว่ากำลังพิจารณาในการขยายการดำเนินงานไปยังเวียดนามในอีก 3 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว เนื่องมาจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจจีน-สหรัฐฯ ประกอบกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19

ที่มา : https://fintel.vn/japan-is-the-largest-foreign-investor-in-hcmc/

เมียนมาลงทุนด้านการดูแลสุขภาพเกษตรและอุตสาหกรรม

เมียนมาให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการดูแลสุขภาพ การเกษตร ปศุสัตว์และการประมง และเขตอุตสาหกรรมหลังจากที่ได้รับ COVID-19 โดยมีการจัดลำดับความสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนในทั้งสามกลุ่มหลังจากได้รับ COVID-19 ในปีนี้ในด้านการดูแลสุขภาพ เช่น ธุรกิจที่ผลิตหน้ากากอนามัย อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และเจลล้างมือแต่ต้องได้รับการอนุมัติก่อน การพัฒนาระบบฟาร์มเนื้อสัตว์และการประมงเพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในภาคการประมงและการเกษตรประกอบคิดเป็น 1%และ 0.5% ของการลงทุนทั้งหมดในประเทศ การลงทุนจะสร้างงานให้กับคนในท้องถิ่นและลดค่าใช้จ่ายทางและความเจ็บป่วยจากการว่างงาน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมีมูลค่ารวม 4.4 พันล้านเหรียญสหรัฐจนถึงวันที่ 23 มิถุนายนในปีงบประมาณปัจจุบันลดลง 5.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ จากเป้าหมายของคณะกรรมการการลงทุนของเมียนมา (MIC) ในช่วงปีงบประมาณก่อนหน้าได้อนุมัติการลงทุน 4.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตามธุรกิจที่ได้รับอนุญาตมีทั้งหมด 189 ธุรกิจ ส่งผลให้มีการสร้างงานใหม่ 8,700 ตำแหน่ง ซึ่งรวมถึงธุรกิจ 14 แห่งที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งร้านค้าหรือขยายกิจการในประเทศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีรายได้เกือบ 200 ล้านในเมืองหลวงและสร้างงานมากกว่า 2,500 ตำแหน่ง จนถึงตอนนี้มีนักลงทุนจากสิงคโปร์ จีน และไทยได้ลงทุนมากที่สุด ปัจจุบันมี 51 ประเทศที่ลงทุนใน 12 สาขา – ไฟฟ้า 26.6% , 26% ในธุรกิจน้ำมันและก๊าซและ 14       % ในการภาคผลิต

ที่มา: https://www.mmtimes.com/news/myanmar-lure-investments-healthcare-agri-and-industry.html

นักลงทุนเรียกร้องรัฐบาลปรับปรุงการอนุมัติการลงทุน

ปัจจุบันการลงทุนในสปป.ลาว มีขั้นตอนที่ซับซ้อนและหลายขั้นตอนในการขออนุมัติจากหน่วยงานต่างๆ หากนักลงทุนได้รับการอนุมัติจากที่หนึ่งก็ไม่ได้หมายความว่านักลงทุนจะสามารถดำเนินการได้เลย จากขั้นตอนที่ลำบากนี้ทำให้ธนาคารโลกจัดอันดับสปป.ลาวให้อยู่ที่ 154 ของโลกในด้านความสะดวกในการทำธุรกิจ ซึ่งเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันของสปป.ลาว ในการประชุมรัฐสภาครั้งที่ 8 ของสมัชชาแห่งชาติซึ่งกลุ่มสมาชิกสมัชชาขอให้รัฐบาลปรับปรุงการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จในจุดเดียว (One-stop service) หลังจากที่ผ่านมานักลงทุนสปป.ลาวยังต้องขออนุมัติจากหน่วยงานต่าง ๆ โดยดร. Sonexay รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการวางแผนและการลงทุนได้ให้ความเห็นในที่ประชุมว่า“ สิ่งที่เราต้องการบรรลุคือการให้ความเห็นชอบในที่เดียว แต่ในทางปฏิบัติเรายังไม่สามารถทำได้ ซึ่งนักลงทุนยังคงต้องได้รับการอนุมัติจากกระทรวงแต่ละสายที่รับผิดชอบด้านการลงทุนเสมอ” อย่างไรก็ตามรัฐบาลสปป.ลาวให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงด้านการอนุมัติต่างๆให้ดีขึ้นเพื่อเป็นปัจจัยสนับสนุนให้มีการลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น  

ที่มา : http://www.vientianetimes.org.la/freeContent/FreeConten_One_stop_122.php

รัฐบาลสปป.ลาวลงทุน 6 แสนเหรียญสหรัฐฯ ในระบบปะปา

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2563 ที่กรมโยธาธิการและการขนส่ง (MPWT) กรม (MPWT) ลงนามสัญญากับ บริษัท standpipes ในการสร้างระบบน้ำประปา คาดว่าจะแล้วเสร็จ 16 เมษายน 2564 โดยมีมูลค่าสัญญาของโครงการประปาเทศบาลหลวงพระบางอยู่ที่ 392,988 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยการลงทุนดังกล่าวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับภูมิภาคทั้งการลงทุน การจ้างงานรวมถึงระบบปะปาที่ได้มาตราฐานที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยให้การดำรงชีวิตของคนในภูมิภาคดังกล่าวให้ดีขึ้น รวมถึงภาคธุรกิจที่จะได้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่ดีจะทำให้ ภาคธุรกิจดำเนินธุรกิจได้สะดวกสบายมากขึ้นและจะเป็นโครงที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจและดึงดูดนักลงทุนต่อไปในอนาคต

ที่มา : https://laoedaily.com.la/2020/06/18/79135/

CDC อนุมัติการลงทุนใหม่มูลค่าประมาณ 90 ล้านดอลลาร์

สภาเพื่อการพัฒนาของกัมพูชาได้อนุมัติเงินทุนจำนวน 89.4 ล้านดอลลาร์ สำหรับโครงการลงทุนอีกสองโครงการครอบคลุมการผลิตถุงและเบียร์ คาดว่าโครงการดังกล่าวจะสร้างงานให้กับคนในท้องถิ่นถึง 1,600 ตำแหน่ง โดยโครงการแรกที่จะดำเนินการในจังหวัดกำปงสปือ ซึ่งเป็นของบริษัทบริลเลียนดราก้อนเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ในขณะที่โครงการที่สองจะอยู่ทางตอนใต้ของเมืองหลวงพนมเปญซึ่งเป็นของ บริษัทวัทเทคบริวเวอรี่ จำกัด ซึ่งมีการประกาศเพิ่มเติมเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าสภาอนุมัติเงินลงทุนทั้งหมด 65.6 ล้านดอลลาร์ สำหรับโครงการลงทุนอีก 5 โครงการซึ่งสามารถสร้างงานให้ชาวกัมพูชาประมาณ 5,000 ตำแหน่ง โดยโครงการ 5 โครงการนี้จะครอบคลุมการผลิตเสื้อผ้า, ผลิตภัณฑ์พลาสติกทุกชนิดและการลงทุนในฟาร์มกล้วย รวมถึงโรงแรมระดับสี่ดาว ซึ่งการพัฒนาการลงทุนดังกล่าวท่ามกลางการระบาดของ COVID-19 แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค การเมืองและสังคมของกัมพูชาแม้จะถูกคุกคามจากการระบาดใหญ่อย่าง Covid-19 ก็ตาม

ที่มา : https://www.khmertimeskh.com/50732931/cdc-approves-about-90-million-worth-of-new-investments/

รัฐบาลกัมพูชาเร่งพัฒนาเขตการท่องเที่ยวใหม่

รัฐบาลกำลังเร่งจัดทำแผนการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวสำหรับประเทศ ทางด้านตะวันตก, ตะวันตกเฉียงเหนือ และรอบๆ แม่น้ำโตนเลสาบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวระบุ โดยกระทรวงกล่าวว่าการอภิปรายเกี่ยวกับหนังสือแผนที่ด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาค จะช่วยเสริมสร้างขยายความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างจังหวัดทางตะวันตก, ตะวันตกเฉียงเหนือและบริเวณโตนเลสาบเพื่อเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวตามที่กระทรวงระบุ ซึ่งประธานสมาคมตัวแทนการท่องเที่ยวกัมพูชาให้การต้อนรับแผนดังกล่าวโดยกล่าวว่าภูมิภาคนี้จะมีศักยภาพที่ดีสำหรับการลงทุนด้านการท่องเที่ยว โดยสิ่งสำคัญคือการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์วัฒนธรรมธรรมชาติทางประวัติศาสตร์และป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกัมพูชา ซึ่งกัมพูชาได้ให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6.61 ล้านคน ในปี 2562 ข้อมูลแสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวท้องถิ่นมีจำนวน 11.3 ล้านคน ขณะที่ชาวกัมพูชาเดินทางออกนอกประเทศจำนวน 2.04 ล้านคน ตามตัวเลขของกระทรวงการท่องเที่ยว

ที่มา : https://www.khmertimeskh.com/50730097/government-to-boost-new-tourism-development-zones/

จ.บั๊กซาง ติดอันดับที่ 9 เป็นแหล่งดึงดูดเงินทุน FDI

จังหวัดทางตอนเหนือ ‘บั๊กซาง’ อยู่ในอันดับที่ 9 ของจังหวัดที่เป็นแหล่งดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ คุณ Nguyen Cuong รองผู้อำนวยการสำนักวางแผนและการลงทุน กล่าวว่าจังหวัดบั๊กซาง มีโครงการลงทุน FDI ที่ได้รับการอนุมัติใหม่ 13 โครงการ ด้วยมูลค่าทุนจดทะเบียนรวมกว่า 229 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีโครงการลงทุน FDI ที่มีอยู่ 12 โครงการ ได้ปรับเพิ่มเงินทุนรวมกันมากกว่า 209 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ แม้ว่าจะได้รับผลกระทบของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 แต่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (IIP) จ.บั๊กซาง ในช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7 อย่างไรก็ตาม นับว่าเป็นอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ การบริหารราชการส่วนภูมิภาคจะดำเนินแก้ปัญหากับความยากลำบากของภาคธุรกิจ อาทิ การผลิตและการดำเนินทางธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเข้าถึงสินเชื่อและปัญหาทางด้านภาษี การค้า รวมถึงการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์

ที่มา : https://en.vietnamplus.vn/bac-giang-ranks-ninth-in-fdi-attraction/173320.vnp