“พาณิชย์” ประกาศเริ่มใช้งานระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองใหม่ 20 ก.ย.นี้

กรมการค้าต่างประเทศประกาศเริ่มใช้ระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองแบบใหม่ ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.นี้เป็นต้นไป นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สำนักเลขาธิการอาเซียน แจ้งว่าประเทศสมาชิกสามารถใช้ระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองแบบใหม่ หรือที่เรียกว่าระบบ AWSC (ASEAN Wide Self-Certification) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการในการขึ้นทะเบียนเป็น “ผู้ส่งออกที่ได้รับการรับรอง” (Certified Exporter) โดยผู้ส่งออกสามารถขึ้นทะเบียนได้ผ่านเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ (www.dft.go.th) เพื่อดำเนินการกรอกข้อมูลการขึ้นทะเบียน Certified Exporter พร้อมแนบเอกสารหลักฐานประกอบการขึ้นทะเบียนผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องเดินทางมายื่นเอกสารที่กรมฯ นอกจากนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขึ้นทะเบียนเป็น Certified Exporter เพิ่มขึ้น กรมฯ ได้จัดกิจกรรมขึ้นทะเบียนสัญจร ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี ในวันที่ 16 ก.ย. 2563 เพื่อให้คำแนะนำในการขึ้นทะเบียน และการใช้ประโยชน์จากระบบ AWSC ในการส่งออกไปยังอาเซียน

ที่มา : https://mgronline.com/business/detail/9630000092441

การค้าเมียนมาเพิ่มขึ้นแม้มีการระบาดของ COVID-19

จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ พบว่าแม้ว่าการระบาดของ COVID-19 แต่รายรับจากการส่งออกของเมียนมากลับเพิ่มขึ้นประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณปัจจุบัน การค้าชายแดนกับบังกลาเทศ อินเดีย ไทยและจีนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีงบประมาณที่แล้วรวมทั้งเส้นทางการเดินเรือการค้ารวมจนถึงปีนี้มีมากกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งมากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 1.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รายได้จากการส่งออกไปจีนลดลงราว 107 ล้านดอลลาร์สหรัฐระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ถึง 24 กรกฎาคมของปีงบประมาณนี้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ในขณะเดียวกันการส่งออกเมล่อนไปยังประเทศจีนลดลงประมาณร้อยละ 20 ในทางกลับกันการส่งออกข้าวโพดได้เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 50 เมื่อเทียบเป็นรายปีในปีงบประมาณปัจจุบันและแนวโน้มการเติบโตดูสดใส การส่งออกข้าวโพดอยู่ที่ 2.5 ล้านตันเมื่อเทียบกับ 1.5 ล้านตันในปีที่แล้ว ขณะนี้รายได้จากการส่งออกผลไม้ของเมียนมามีมากกว่า 370 ล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งเทียบเท่ากับรายได้ที่เกิดขึ้นในช่วงเดียวกันของปีงบประมาณที่แล้ว อีกทั้งความต้องการกล้วยคุณภาพดีที่ผลิตจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อซึ่งชดเชยการส่งออกผลไม้อื่น ๆ เช่น แตงโม และแตงกวาที่ลดลง เมียนมายังเพิ่มความพยายามในการทำตลาดผลไม้อื่น ๆ เช่น อะโวคาโดพันธุ์แฮส (Hass) ตลอดจนอาหารแปรรูปและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าไปยังตลาดต่างประเทศ

ที่มา: https://www.mmtimes.com/news/myanmar-trade-volumes-increase-despite-covid-19.html

ไทยนำอาเซียนหารือจีน ยกระดับความตกลงทางการค้า เร่งเปิดตลาดเสรีเพิ่มเติม หลังโควิด-19 คลี่คลาย

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการร่วมกำกับการดำเนินงานภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน – จีน (ASEAN – China Free Trade Agreement – Joint Committee : ACFTA-JC) ครั้งที่ 13 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-14 กรกฎาคม 2563 ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศสมาชิกอาเซียน สำนักงานเลขาธิการอาเซียน และ Ministry of Commerce สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่ง สศก. ได้เข้าร่วมประชุมในฐานะองค์ประกอบผู้แทนไทย ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการประชุมดังกล่าวที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับแผนการดำเนินการตามประเด็นที่จะเจรจาต่อไปในอนาคต (Future Work Programme) ภายใต้พิธีสารยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน – จีน (ACFTA Upgrading Protocol) ได้แก่ การหารือแนวทางการเปิดตลาดสินค้าเพิ่มเติม การหารือการเปิดเสรีและการคุ้มครองการลงทุน รวมถึงการหารือความร่วมมือในสาขาใหม่ๆ เพื่อยกระดับความร่วมมือ ACFTA อาทิ อุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/3147253

การค้าระหว่างกัมพูชากับญี่ปุ่นมีมูลค่าสูงถึง 586 ล้านดอลลาร์ ใน Q1

การค้าทวิภาคีระหว่างกัมพูชาและญี่ปุ่นมีมูลค่า 586.8 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปีนี้เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วตามรายงานขององค์การการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคม 2563 กัมพูชาส่งออกสินค้ามูลค่า 475.1 ล้านดอลลาร์ ไปยังญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 4.4% ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 111.7 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7% รายงานของกระทรวงพาณิชย์กัมพูชาพบว่าผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสำหรับการส่งออกจากกัมพูชาไปยังญี่ปุ่น ได้แก่ เสื้อผ้า รองเท้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยรองประธานหอการค้ากัมพูชากล่าวว่าตัวเลขการค้าที่เน้นความต้องการในเชิงบวกสำหรับผลิตภัณฑ์ของกัมพูชาในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกิจกรรมการผลิตที่แข็งแกร่งของประเทศเพื่อการส่งออก ซึ่งเมื่อปีที่แล้วการค้าระหว่างสองประเทศเพิ่มขึ้น 13% เป็น 2,292 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ที่มา : https://www.khmertimeskh.com/50722980/cambodia-japan-trade-register-more-than-586-million-in-q1/

ชายแดนไทยกัมพูชาเริ่มกลับมาดำเนินการอีกครั้ง

การขนส่งสินค้าผ่านด่านพระตะบอง ของประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการแล้ว ซึ่งในช่วงที่ COVID-19 ปิดทำการ แต่ชายแดนก็กลับมาทำงานได้อีกครั้งในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีการจำกัดเวลาการเดินทางตามที่ผู้ว่าการจังหวัดพระตะบองกล่าว แม้ว่าชายแดนจะเพิ่งเปิดใหม่ แต่ข้อจำกัดในหลายๆด้านจะยังคงอยู่ โดยจะเปิดให้บริการตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึงเที่ยงคืน ด่านระหว่างประเทศอื่นที่ใช้ร่วมกันระหว่างจังหวัดพระตะบองของกัมพูชาและจังหวัดชลบุรีของประเทศไทยยังคงเปิดให้บริการสำหรับการขนส่งสินค้าตามปกติเท่านั้น ยังไม่อนุญาตให้คนเดินทางข้ามผ่าน หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์รายงานตัวเลขจากกรมการค้าต่างประเทศของไทยซึ่งแสดงให้เห็นว่าการค้าระหว่างประเทศของกัมพูชากับไทยลดลงเหลือ 1.5 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสแรกเนื่องจาก Covid-19 กระทบเศรษฐกิจโลกและนำไปสู่การปิดด่านชายแดน จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ของประเทศไทยการค้าทวิภาคีระหว่างกัมพูชาในช่วงสามเดือนแรกมีมูลค่าถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 31% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

ที่มา :https://www.khmertimeskh.com/50723015/thai-checkpoint-resumes-for-trade/

การค้าระหว่างสหรัฐฯเพิ่มขึ้น 35% ในไตรมาสที่ 1

ข้อมูลด้านการค้าทวิภาคีระหว่างกัมพูชาและสหรัฐอเมริกามีมูลค่าอยู่ที่ราว 1.678 พันล้านดอลลาร์ ในไตรมาสแรกของปี 2563 เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วตามข้อมูลการค้าของรัฐบาลสหรัฐ โดยการส่งออกของกัมพูชาประกอบด้วย 1.594 พันล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้น 42% ในขณะที่การนำเข้าของกัมพูชาอยู่ที่ 85 ล้านดอลลาร์ลดลง 30% จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์กัมพูชา ซึ่งพบว่าการส่งออกในประเทศส่วนใหญ่เป็นสินค้าสิ่งทอ รองเท้า สินค้าการท่องเที่ยวและสินค้าเกษตร การนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่เป็นยานพาหนะอาหารสัตว์และเครื่องจักร โดยรองประธานหอการค้ากัมพูชากล่าวว่าตัวเลขการค้าสะท้อนให้เห็นถึงกิจกรรมการผลิตที่เพิ่มขึ้นในกัมพูชาเพื่อการส่งออก เนื่องจากอีกปัจจัยหนึ่งคือระบบ GSP ของสหรัฐอเมริกาที่ได้ให้กับกัมพูชาในปี 2559 เพื่อการส่งออกของ สินค้าการท่องเที่ยว เช่นกระเป๋าและกระเป๋าถือได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามที่สมาคมผู้ผลิตเสื้อผ้าในกัมพูชา (GMAC) โดย 80% ของมูลค่าสินค้าการท่องเที่ยวมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ ถูกส่งไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว

ที่มา: https://www.khmertimeskh.com/50720675/us-trade-up-35-in-q1/

เมียนมาคลายข้อจำกัดศุลกากรบางประการเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า

รัฐบาลจะลดข้อจำกัดทางการค้าและความล่าช้าของราชการเพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าและส่งออกระหว่างการระบาดของ COVID-19 ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายนกรมศุลกากรจะลดภาษีศุลกากรสำหรับธุรกิจที่ดำเนินงานด้วยระบบการเคลียร์สินค้าออกจากคาร์โก้แบบอัตโนมัติ (MACCS) ผู้ที่ต้องการสมัครเพื่อลดภาษีศุลกากรจะต้องส่ง E-Form D พร้อมกับหมายเลขอ้างอิงที่ได้รับจากประเทศอื่น ๆ เพื่อยื่นขอเอกสารที่จำเป็นเพื่อขยายเวลา ผู้อำนวยการฝ่ายศุลกากรกล่าวว่าเอกสารจะถูกตรวจสอบอย่างละเอียดโดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับยาและผลิตภัณฑ์อาหารที่อยู่ภายใต้การควบคุมขององค์การอาหารและยา

ที่มา : https://www.mmtimes.com/news/some-customs-restrictions-be-eased-facilitate-trade.html

เวียดนามเล็งผลักดันช่องทางค้าสินค้าเกษตรไปยังจีน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนาม หารือกับเอกอัครราชทูตจีนประจำเวียดนาม ณ กรุงฮานอย เมื่อวันที่ 16 เมษายน เพื่อหาช่องทางการค้าสินค้าเกษตรระหว่าง 2 ประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งการค้าของภาคเกษตร ป่าไม้และประมง ระหว่างเวียดนามและจีน ลดลงร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในช่วงเดือนแรกของปีนี้ จีนได้อนุมัตินำเข้าผักผลไม้ 9 รายการจากเวียดนาม และยังมีสินค้าเกษตรอีก 8 รายการที่กำลังดำเนินตามขั้นตอนอยู่ ทั้งนี้ รัฐมนตรีฯ ระบุเสริมว่าหวังว่าขั้นตอนการดำเนินงานนั้นจะเป็นไปโดยเร็วที่สุด เพื่อให้เวียดนามส่งออกสินค้าเกษตรไปยังจีนมากขึ้น รวมถึงเรียกร้องให้จีนขยายเวลาทำงานของสำนักงานศุลกากร เพียงแค่ 5-6 ชั่วโมง นอกจากนี้ เวียดนามและจีนควรจะหาแนวทางในการป้องกันการแพร่ระบาดของโวรัส ด้วยระดับความร่วมมือของรัฐบาลและการดำเนินงานร่วมกันระหว่างส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น

ที่มา : https://en.vietnamplus.vn/vietnam-china-seek-ways-to-push-agriculture-trade/171849.vnp

การค้าระหว่างกัมพูชาและสหรัฐฯเพิ่มขึ้น 33% สู่ 585 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนมกราคม

การค้าทวิภาคีระหว่างกัมพูชาและสหรัฐอเมริกามีมูลค่าอยู่ที่ 585 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนมกราคม 2563 เพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยตัวเลขรายงานจากสำนักงานการค้าของสหรัฐฯแสดงให้เห็นว่าการส่งออกของกัมพูชาไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 38% เป็น 560 ล้านเหรียญสหรัฐในขณะที่การนำเข้าจากสหรัฐฯอยู่ที่ 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐลดลงจาก 34.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตามรายงานของกระทรวงพาณิชย์กัมพูชาพบว่าสินค้าส่งออกของกัมพูชาส่วนใหญ่ที่ส่งไปยังสหรัฐอเมริกา ได้แก่ สิ่งทอ รองเท้า สินค้าการท่องเที่ยวและสินค้าเกษตร ขณะที่สหรัฐฯส่งออกยานพาหนะ อาหารสัตว์และเครื่องจักรเป็นส่วนใหญ่ ในปี 2562 การค้าระหว่างประเทศมีมูลค่าอยู่ที่ 5.8 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2562 เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ที่มา : https://www.khmertimeskh.com/50708596/cambodia-u-s-trade-volume-up-by-33-percent-to-us585-million-in-january/

การค้าระหว่างกัมพูชาและเกาหลีใต้มีมูลค่ารวมแตะ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

เมื่อปีที่ผ่านมาปริมาณการค้าระหว่างกัมพูชาและเกาหลีใต้สูงกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยนายกรัฐมนตรีฮุนเซนกล่าวว่าผลที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ซึ่งนายกกล่าวในช่วงการประชุมสหพันธ์สันติภาพสากล (UPF) World Summit 2020 โดยปริมาณการค้าของระหว่างสองประเทศมีมูลค่ารวม 1,032 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2562 ซึ่งการส่งออกของกัมพูชาไปยังเกาหลีใต้มีมูลค่าอยู่ที่ 335 ล้านเหรียญสหรัฐและกัมพูชานำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้มูลค่า 696 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยความต้องการสินค้าจากเกาหลีใต้ของคนกัมพูชาส่วนใหญ่คือรถยนต์และโทรทัศน์ ส่วนการส่งออกของกัมพูชาไปยังเกาหลีใต้ส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า รองเท้า เครื่องดื่มกระเป๋า ยาง ยาเวชภัณฑ์ กระดาษแข็งและสินค้าเกษตร ซึ่งรัฐบาลของทั้งสองประเทศได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเพื่อส่งเสริมการลงทุน ด้านการค้าและการท่องเที่ยว รวมถึงเที่ยวบินตรงระหว่างสองประเทศตามที่นายกรัฐมนตรีฮุนเซนระบุว่าการที่มีเที่ยวบินตรงจะนำมาซึ่งการลงทุนที่มากขึ้นและเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้า

ที่มา : https://www.khmertimeskh.com/50687228/cambodias-trade-volume-with-south-korea-exceeds-1-billion-dollars