จ.บั๊กซาง ติดอันดับที่ 9 เป็นแหล่งดึงดูดเงินทุน FDI

จังหวัดทางตอนเหนือ ‘บั๊กซาง’ อยู่ในอันดับที่ 9 ของจังหวัดที่เป็นแหล่งดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ คุณ Nguyen Cuong รองผู้อำนวยการสำนักวางแผนและการลงทุน กล่าวว่าจังหวัดบั๊กซาง มีโครงการลงทุน FDI ที่ได้รับการอนุมัติใหม่ 13 โครงการ ด้วยมูลค่าทุนจดทะเบียนรวมกว่า 229 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีโครงการลงทุน FDI ที่มีอยู่ 12 โครงการ ได้ปรับเพิ่มเงินทุนรวมกันมากกว่า 209 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ แม้ว่าจะได้รับผลกระทบของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 แต่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (IIP) จ.บั๊กซาง ในช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7 อย่างไรก็ตาม นับว่าเป็นอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ การบริหารราชการส่วนภูมิภาคจะดำเนินแก้ปัญหากับความยากลำบากของภาคธุรกิจ อาทิ การผลิตและการดำเนินทางธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเข้าถึงสินเชื่อและปัญหาทางด้านภาษี การค้า รวมถึงการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์

ที่มา : https://en.vietnamplus.vn/bac-giang-ranks-ninth-in-fdi-attraction/173320.vnp

บริษัทประกันต่างประเทศเพิ่มเงินลงทุนกว่า 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเมียนมา

คณะกรรมการการลงทุนของเมียนมา (MIC) ระบุว่าตั้งแต่ปีที่แล้วมีนักลงทุนได้ลงทุนในธุรกิจประกันภัยเมียนมาเป็นจำนวน 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 60 พันล้านจัต ปี 2562 กระทรวงการวางแผนการเงินและอุตสาหกรรมได้รับอนุญาตให้บริษัท ประกันชีวิตต่างประเทศห้าแห่ง บริษัทประกันชีวิตร่วมทุนหกบริษัท และบริษัทประกันวินาศภัยเพื่อดำเนินงานในตลาดประกันภัยในประเทศ ได้แก่ AIA, Chubb, Dai-ichi, Manulife และ Prudential ได้ลงทุนรวม 65 ล้านเหรียญสหรัฐ บริษัท ประกันชีวิตร่วมทุนสามแห่ง ได้แก่ Capital Taiyo Life, CB Life และ GGI Nippon Life- ลงทุน 34 ล้านดอลลาร์สหรัฐและประมาณ 10 พันล้านจัต ในขณะเดียวกัน บริษัท ประกันวินาศภัยที่ร่วมลงทุนทั้งสามแห่ง ได้แก่ AYA Sompo, GGI Tokio Marine และ KBZ MS ได้ลงทุน 26 ล้านเหรียญสหรัฐและ 56 พันล้านจัต MIC ชี้ภาคประกันภัยมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 2.6 พันล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 62-63 เมียนมาคาดจะมี FDI ทั้งสิ้น 5.8 พันล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณนี้

ที่มา: https://www.mmtimes.com/news/foreign-insurers-added-more-us120m-industry.html

ยอดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติของเวียดนามขยายตัว หลังจากการแพร่ระบาดไวรัส

ในฐานะจีนเป็นประเทศศูนย์กลางการลงทุนจากต่างชาติ แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาอย่างหนัก ปัจจัยนี้ถือว่าเป็นโอกาสแก่ประเทศอื่นๆที่จะพยายามเร่งดึงดูดเม็ดเงินทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะ นำไปสู่การหันไปลงทุนตลาดอื่น ซึ่งทางบริษัทสหรัฐฯรายใหญ่แห่งหนึ่งได้วางแผนโครงการ มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชีย และคาดว่าไม่จีนก็เวียดนามที่เป็นฐานการลงทุน ทั้งนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (GSO) ระบุว่าเวียดนามอยู่ในตำแหน่งที่ดีในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติเพิ่มขึ้น รวมถึงต่างชาติย้ายฐานการผลิตในจีน จากผลกระทบของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน และการลงนามข้อตกลงการค้าเสรีของเวียดนาม ได้แก่ CPTPP และ EU-Vietnam FTA เป็นต้น ซึ่งหากควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสได้ในไตรมาสแรก เวียดนามจะดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติในปีนี้ อยู่ที่ 38.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ ถ้าการแพร่ระบาดสิ้นสุดในไตรมาสสอง เวียดนามจะดึงดูด FDI ได้เพียง 38.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยโอกาสนี้ เวียดนามควรปรับนโยบายเพื่อดึงดูดนักลงทุนที่ลดกำลังการผลิตในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านและหันมาลงทุนในเวียดนาม รวมถึงส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติที่มีแผนลงทุนเชิงรุก อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวนั้น เวียดนามจำเป็นต้องปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการลงทุนและการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่มีคุณภาพ

ที่มา : https://vietnamnews.vn/economy/602424/fdi-in-viet-nam-expected-to-surge-after-the-epidemic.html

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศรวม 2.693 พันล้านเหรียญสหรัฐ

 คณะกรรมการการลงทุนแห่งเมียนมา (MIC) ได้อนุญาตให้มีการลงทุนจากต่างประเทศ 111 รายคิดเป็นมูลค่า 1.973 พันล้านดอลลาร์ FDI ทั้งหมดรวมถึงการขยายการลงทุนมูลค่า 616.956 ล้านดอลลาร์สหรัฐมีจำนวน 2.693 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะมีการไหลเข้าจากฮ่องกง สิงคโปร์ และไทยมากขึ้นในช่วงปีงบประมาณนี้ ธุรกิจการผลิตคิดเป็น80%  ในเขตเศรษฐกิจพิเศษติวาล่า ขณะที่การค้าขายคิดเป็น 9% และการขนส่ง 5% ปัจจุบันมี 50 ประเทศที่ลงทุนใน 12 เขตเศรษฐกิจ ภาคน้ำมันและก๊าซคิดเป็น 27% ภาคการผลิตไฟฟ้ามากกว่า 26% ภาคการผลิตมากกว่า 14% ภาคการขนส่งกว่า 13% ภาคอสังหาริมทรัพย์ 7% ภาคโรงแรมและการท่องเที่ยว 3% และภาคเหมืองแร่ 3%

ที่มา: https://elevenmyanmar.com/news/total-fdi-hits-2693-billion-usd

ด้วยสถานการณ์ EBA ภาคเอกชนกำลังตัดสินใจที่จะโยกย้ายเงินลงทุนบางส่วนออกจากกัมพูชา

หอการค้ากัมพูชาและหอการค้าธุรกิจอื่นๆรวมถึงสภาธุรกิจมาเลเซียแห่งกัมพูชา หอการค้ายุโรปและหอการค้าอเมริกันในกัมพูชา แสดงความเสียใจต่อการที่ยุโรปคาดว่าจะเริ่มเก็บภาษีการส่งออกของประเทศไปยังสหภาพยุโรปร้อยละ 20 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐจากสินค้าส่งออกทั้งหมด 5.8 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี โดยจะคิดภาษีร้อยละ 20 ของผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าและร้อยละ 30 ของผลิตภัณฑ์รองเท้า ส่วนการนำเข้ารถจักรยานและข้าวจากกัมพูชาจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ซึ่งภาคเอกชนได้เรียกร้องให้พิจารณาถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของการตัดสินใจเพราะการย้ายจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของราคาประมาณ 140 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับสินค้าที่ถูกขึ้นภาษี อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการในรูปแบบของการปฏิรูปโครงสร้างในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาเพื่อรับมือกับผลกระทบด้านลบที่จะเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของสหภาพยุโรป โดยภาคเอกชนยังคงเรียกร้องให้ทั้งสหภาพยุโรปและรัฐบาลมีส่วนร่วมในการหารือเกี่ยวกับประเด็นที่คณะกรรมาธิการเสนอขึ้น

ที่มา : https://www.khmertimeskh.com/50691649/private-sector-regrets-eba-partial-withdrawal-decision

กัมพูชาเสนอบริษัทญี่ปุ่นลงทุนในแหล่งน้ำสะอาดภายในประเทศ

บริษัทญี่ปุ่นถูกขอให้ลงทุนสร้างโรงผลิตน้ำสะอาดและจัดหาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำสะอาดให้แก่กัมพูชาตามนโยบายด้านสุขอนามัยของรัฐบาล โดยการเรียกร้องดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากรัฐบาลกัมพูชาต้องการเชื่อมโยงการแจกจ่ายน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคไปยังเขตเมืองทั้งหมดทั่วประเทศภายในปี 2568 และในพื้นที่ชนบททั้งหมดในปี 2573 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและหัตถกรรมได้มีการเสนอกับบริษัทญี่ปุ่น ณ งานสัมมนาน้ำประปาและสิ่งปฏิกูลกัมพูชาและญี่ปุ่น 2563 โดยจัดขึ้นที่โรงแรมซันเวย์ในกรุงพนมเปญ โดยกระทรวงส่งเสริมให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานน้ำของกัมพูชาเพื่อให้ชาวกัมพูชาสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดที่ยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันกว่าร้อยละ 80 ของเขตเมืองทั่วประเทศสามารถเข้าถึงน้ำสะอาด ที่ดำเนินการผลิตโดยหน่วยงานประปาของรัฐและผู้จัดจำหน่ายน้ำสะอาดเอกชนที่ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานในพื้นที่ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับท่อส่งน้ำสะอาด โดยมีหน่วยงานผู้ให้บริการน้ำของรัฐ 11 แห่งและผู้ให้บริการน้ำสะอาดภาคเอกชนอีก 258 รายที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวง ซึ่งมีการใช้น้ำสะอาดประมาณ 30 ล้านลูกบาศก์เมตรทุกวันภายในประเทศกัมพูชา

ที่มา : https://www.khmertimeskh.com/50682452/japanese-firms-asked-to-invest-in-nations-clean-water-supplies

เกาหลีใต้ย้ำยังมุ่งมั่นจะลงทุนในเมียนมาต่อไป

สถานทูตเกาหลีใต้ (ROK) ได้แถลงการณ์ถึงความมุ่งมั่นที่จะลงทุนในเมียนมา ภายหลังจากที่มีข่าวว่าบริษัทเกาหลีใต้พิจารณาจะย้ายไปลงทุนยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างบังคลาเทศ คำแถลงการณ์ของสถานทูตกล่าวต่อไปว่ายังไม่เคยได้ยินเรื่องการย้ายฐานการลงทุนไปที่อื่นแต่อย่างใด แต่รายงานข่าวของบังคลาเทศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วอ้างว่าธุรกิจของเกาหลีใต้ต้องการย้ายไปยังบังคลาเทศตามคำแถลงของสำนักงานเขตเศรษฐกิจบังกลาเทศ (BEZA) และบริษัท เกาหลีอุตสาหกรรมคอมเพล็กซ์ จำกัด (KIC) เนื่องจากข้อบกพร่องในเขตอุตสาหกรรม สถานทูตเกาหลีใต้กล่าวว่าการลงทุนของสองประเทศนั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก เมียนมาและเกาหลีใต้ลงนามข้อตกลงเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงข้อตกลงการให้เงินกู้ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เกาหลีใต้เป็นนักลงทุนต่างชาติที่ใหญ่เป็นอันดับหกมีการลงทุน 3.9 พันล้านเหรียญสหรัฐในธุรกิจ 179 แห่ง

ที่มา: https://www.mmtimes.com/news/south-korea-reiterates-commitment-investing-myanmar.html